นิทานพื้นบ้านภาคใต้
นิทานพื้นบ้านภาคใต้ รวมเรื่องเล่าจากแดนใต้แดนสยาม ซึ่ง
นิทานพื้นบ้านภาคใต้ วันนี้เป็นเรื่องสั้น ๆ แต่แฝงด้วยข้อคิด
นิทานพื้นบ้าน
นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เนื่องจากเป็นเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมาช้านาน
ซึ่งถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังด้วยมุขปาฐะ
โดยในแต่ละท้องที่ของประเทศไทยต่างก็มีเรื่องเล่าและนิทานพื้นบ้านที่แตกต่างกันออกไป
ตามแต่ลักษณะภูมิประเทศ วัฒนธรรม ธรรมเนียม และขนมธรรมเนียมประเพณี
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นิทานพื้นบ้านก็มีจุดมุ่งหมายคล้าย ๆ กันนั่นคือ เพื่อเป็นการปลูกฝังและสั่งสอนคุณธรรมจริยธรรมให้แก่คนรุ่นหลัง
นอกจากนี้ ยังรับรู้ถึงวัฒนธรรม ความเชื่อที่แฝงอยู่ในนิทานด้วยเช่นกัน
และในวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำ นิทานพื้นบ้านภาคใต้ สนุก ๆ มาฝากเพื่อน ๆ
ที่รับรองเลยว่า เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี อ่านได้ทุก ๆ วัย แน่นอนค่ะ
นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง นายดั้น
(จ.นครศรีธรรมราช)
นิทานเรื่อง
นายดั้น เขียนบันทึกลงในสมุดข่อย ต้นฉบับเป็นของวัดท่าเสริม อำเภอหัวไทร
จังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะเวลาที่แต่งนิทาน คงอยู่ในระยะรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่
3 แต่งด้วยกาพย์ 3 ชนิดคือ กาพย์ยานี 11, กาพย์ฉบัง 16 และกาพย์สุรางคนางค์
28 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความบันเทิง สวดอ่านนิทานในยามว่าง
โดยนิทานเรื่องนายดั้นมีเนื้อเรื่องดังนี้
นายดั้น
เป็นคนตาบอดใส อยากได้นางริ้งไรเป็นภรรยา จึงส่งคนไปสู่ขอและนัดวันแต่ง
โดยฝ่ายนางริ้งไรไม่รู้ว่าตาบอด
เมื่อถึงวันแต่งงานนายดั้นพยายามกลบเกลื่อนความพิการของตนโดยใช้สติปัญญาและไหวพริบต่าง
ๆ แก้ปัญหา เมื่อขบวนขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาว เจ้าภาพขึ้นบนบ้าน
นายดั้นกลับนั่งตรงนอกชาน เมื่อคนทักนายดั้นจึงแก้ตัวว่า "ขอน้ำสักน้อย
ล้างตีนเรียบร้อย จึงค่อยคลาไคล ทำดมทำเช็ด เสร็จแล้วด้วยไว แล้วจึงขึ้นไป
ยอไหว้ซ้ายขวา"
ขณะอยู่กินกับนางริ้งไร
วันหนึ่งนางริ้งไรจัดสำรับไว้ให้แล้วลงไปทอผ้าใต้ถุนบ้าน
นายดั้นเข้าครัวหาข้าวกินเองทำข้าวหกเรี่ยราดลงใต้ถุนครัว
นางริ้งไรร้องทักว่าเทข้าวทำไม นายดั้นจึงแก้ตัวว่า
"เป็ดไก่เล็กน้อยบ้างง่อยบ้างเพลีย ตัวผู้ตัวเมีย ผอมไปสิ้นที่
อกเหมือนคมพร้า แต่เพียงเรามา มีขึ้นดิบดี หว่านลงทุกวัน ชิงกันอึ่งมี่
กลับว่าเรานี้ ขึ้งโกรธโกรธา"
วันหนึ่งนางริ้งไรให้นายดั้นไปไถนา นายดั้นบังคับวัวไม่ได้
วัวหักแอกหักไถหนีเตลิดไป นายดั้นจึงเที่ยวตามวัว ได้ยินเสียงลมพัดใบไม้แห้งชายป่า
เข้าใจว่าเป็นวัว จึงวิดน้ำเข้าใส่เพื่อให้วัวเชื่อง
นางริ้งไรมาเห็นเข้าจึงถามว่าทำอะไร นายดั้นได้แก้ตัวว่า "พี่เดินไปตามวัว
ปะรังแตนแล่นไม่ทัน จะเอาไฟหาไม่ไฟ วิดน้ำใส่ตายเหมือนกัน ครั้นแม่บินออกพลัน เอารังมันจมน้ำเสีย"
อยู่มาวันหนึ่งนายดั้นจะกินหมาก แต่ในเชี่ยนหมากไม่มีปูน
จึงร้องถามนางริ้งไร นางบอกที่วางปูนให้ แต่นายดั้นหาไม่พบ
ได้ร้องถามอีกหลายครั้งแต่ก็ยังหาไม่พบ นายดั้นจึงร้องท้าให้นางริ้งไรขึ้นบ้านมาดู
หากปูนมีตามที่บอก จะยอมให้นางริ้งไรเอาปูนมาทาขยี้ตา
นางริ้งไรจึงเอาปูนมาทาขยี้ตานายดั้น นายดั้นถือโอกาสจึงร้องบอกว่าตาบอดเพราะปูนทา
นางริ้งไรจึงต้องหายามารักษาจนตาหายบอดได้บวชเรียน
นิทานเรื่องนายดั้น
ให้แนวคิดดังนี้
1.
สะท้อนภาพของสังคมชนบทนครศรีธรรมราช ที่ชาวบ้านยึดถือความมีน้ำใจต่อกัน
คอยช่วยเหลือกันโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
2.ลักษณะความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบทที่เน้นความเรียบง่ายไม่มีพิธีรีตองให้ยุ่งยากถือเอาความสะดวกง่ายเป็นหลักมีการเล่นหัวหยอกล้อกันโดยไม่ถือสา
3.
ผู้มีปัญหาและปฏิภาณไหวพริบดี จะเป็นผู้ที่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง
ๆได้สำเร็จแม้จะประกอบกิจการงานใดก็จะสำเร็จด้วยดี
นิทานพื้นบ้านภาคใต้
เรื่อง กินเหล้าแล้วอายุยืน (จ.นครศรีธรรมราช)
นานมาแล้วมีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งชอบกินเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ
งานการก็ไม่เคยนำพาเรื่องบุญกุศลก็ไม่เคยทำ แต่การทำบาปแกก็ไม่เคยทำเช่นกัน
ครอบครัวของแก มีอยู่ด้วยกันสามคน คือ ตัวแกเองพร้อมด้วยเมียและลูกอีกคนหนึ่ง
ชายคนชอบกินเหล้าผู้นี้คิดอยู่เสมอว่าก่อนที่แกจะตายลงนั้นก็ขอให้ลูกชายได้บวชเสียก่อน
เพราะแกอยากเห็นชายผ้าเหลืองของลูก แต่ชายคนนั้นก็ได้ตายลงเสียก่อนที่จะได้บวชลูก
เมื่ออายุของแกได้ห้าสิบปีพอดี ก่อนที่จะตายนั้น แกได้สั่งให้ลูกเมียของแก
เอาเหล้าใส่โลงไปด้วยสักสองสามขวดเผื่อหิวเหล้าขึ้นมาก็จะได้กินในปรโลก
เมื่อชายคนนั้นได้ลงไปอยู่ในเมืองนรกแล้ว
ยมบาลก็ถามว่า "ทำไมถึงได้ชอบกินเหล้านักล่ะ
เหล้านั้นมันเอร็ดอร่อยมากหรือไรกัน" แกก็ตอบออกไปว่า "อันเหล้านั้น
ถ้าได้กินมันเข้าไปแล้ว ก็จะ…….รู้รสชาติทันทีว่า
ไม่มีอะไรแล้วในโลกมนุษย์จะอร่อยเท่า บอกไม่ถูกอธิบายไม่ได้ว่ามันมีรสชาติอย่างไร
ต้องกินดูเองถึงจะ……รู้" ยมบาลจึงพูดว่า
"ในเมืองนรกของเรานี้ไม่มี
ไม่งั้นแล้วเราจะลองชิมดูว่ามันจะเอร็ดอร่อยเหมือนดังคำกล่าวของท่านจริงหรือไม่"
ชายผู้ชอบกินเหล้าคนนั้นจึงบอกกับยมบาลว่า แกได้นำมันมาด้วย
ถ้ายมบาลจะลองชิมดูก็มีให้ลอง ยมบาลจึงได้ชิมเหล้าของชายคนนั้นเข้าไป ชิมไป ๆ
ยมบาลก็ชักติดใจในรสชาติของมัน จึงได้ขอเหล้าชายคนนั้นกินจนหมดขวด
ยมบาลจึงได้เมาขึ้นมาทันที
เพราะไม่เคยกินเหล้ามาก่อนหรือเพราะคอยังอ่อนอยู่นั่นเอง
ในเวลาต่อมา
ยมบาลก็ได้ชอบพอกันกับชายคนนั้น จนกระทั่งสัญญาเป็นเพื่อนเกลอกัน
แล้วบอกชายคนนั้นว่า
"ถ้าแกต้องการอะไรที่พอผ่อนปรนกันแล้วก็ขอให้บอกมาเถิดเราจะช่วยเหลือ"
ชายคนนั้นจึงบอกยมบาลว่า "ในชีวิตของแกไม่เคยได้ทำบุญอะไรเลย
แกจึงอยากเห็นชายผ้าเหลืองของลูกชายสักครั้ง" แล้วแกจึงขอร้องต่อยมบาลว่า
"ขอมีอายุต่อไปอีกแค่ปีเดียวเท่านั้น เพื่อบวชลูกชายได้หรือไม่"
ด้วยความรักใคร่สงสารต่อชายผู้นั้นเป็นพิเศษ ยมบาลก็อนุญาตด้วยการต่ออายุให้
แล้วลงไว้ในบัญชีของยมโลก โดยยมบาลเพิ่มอายุให้อีกหนึ่งปี จึงได้เขียนเลข 1
ต่อจากเลข 50 ซึ่งเป็นอายุขัยของชายผู้นั้นลงในบัญชีทันที แต่ด้วยความเมาของยมบาลเอง
จึงเลยลืมลบเลข 0 ออกเสียก่อน จึงกลายเป็นว่าชายคนนั้นมีอายุไปจนถึง 501 ปี
เมื่อยมบาลต่ออายุให้แล้ว
ชายผู้ชอบกินเหล้าคนนั้นก็ได้ฟื้นกลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง แกก็ได้จัดการบวชลูกชาย
จนได้เห็นชายผ้าเหลืองสมความตั้งใจแล้ว แกก็รอวันตายของแกเรื่อยมาแต่ก็ไม่ตายสักที
จนกระทั่งเมีย ลูก หลาน เหลน
ได้พากันตายไปแล้วเกือบทุกคนแต่แกก็ยังไม่ตายอยู่นั่นเอง
ทำให้ชายผู้นั้นมีชีวิตอยู่อย่างทรมานใจเป็นอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องอยู่
และเห็นคนที่แกรักตายจากไปทีละคนสองคนอยู่เสมอ
นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง ตากใบ
(จ.นราธิวาส)
เมื่อประมาณ 400
ปีมาแล้ว ในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
มีพ่อค้าจีนคนหนึ่งล่องเรือสำเภามาจากประเทศจีน เพื่อไปขายสินค้ายังแหลมมลายู
ในเรือสำเภานั้นได้บรรทุกสินค้า เครื่องปั้นดินเผามาเต็มลำเรือ เช่น เครื่องลายคราม
ชามเบญจรงค์ โอ่ง ไห ลายมังกร เป็นต้น สินค้าเหล่านี้มีลวดลายสีสันงดงามมาก
วันหนึ่งขณะที่เรือสำเภาแล่นอยู่กลางทะเลใกล้ปากอ่าวทางตอนใต้ของไทยได้บังเกิดลมพายุ
คลื่นลมแรงจัดมาก จนในที่สุดเรือกำลังจะจม พ่อค้าจีนจึงได้สั่งให้ปลดใบเรือลง
จากนั้นเรือค่อย ๆ จมลงในท้องทะเล
พ่อค้าจีน ไต้ก๋ง
พร้อมลูกเรือทุกคนได้พยายามช่วยเหลือตัวเอง
จนสามารถขึ้นเกาะที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งได้ทุกคน
เมื่อคลื่นลมสงบทุกคนจึงพากันไปกู้เรือและนำสินค้าขึ้นฝั่งได้สำเร็จ
จากนั้นจึงเอาใบเรือเสื้อผ้า ขึ้นไปตากตามต้นไม้และกิ่งไม้
มีแขกมลายูคนหนึ่งมีอาชีพตัดไม้ไปขาย
ได้มาตัดไม้ใกล้บริเวณที่พ่อค้าจีนตากใบเรือและเสื้อผ้า เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้น
แขกมลายูจึงคิดที่จะขโมย จึงไปตัดต้นไม้ที่มีเสื้อผ้าตากอยู่
แต่พ่อค้าจีนและลูกเรือกลับมาเห็นเสียก่อนจึงร้องตะโกนขึ้นว่า เจ๊ะ….เฮ้ ๆ ๆ
ๆ เอาเสื้อผ้าอั้วคืนมา แขกมลายูตกใจมาก
จึงกล่าวขอโทษและรักปากว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีก
พ่อค้าจีนและลูกเรือทั้งหมดจึงยกโทษให้
และได้อาศัยทำมาหากินบนเกาะนี้อย่างมีความสุข
ต่อมาได้มีพ่อค้าสำเภาจีนลำอื่นล่องเรือมาค้าขายบนเกาะนี้มากขึ้น
สินค้าส่วนใหญ่ที่นำมาขายมีชามเบญจรงคฺ์ โอ่ง ไหลายมังกร เครื่องลายคราม
จนทำให้ชาวเกาะแห่งนี้มีเครื่องใช้เหล่านี้ทุกครัวเรือน นับเป็นการนำศิลปะ ประติมากรรมมาเผยแพร่ในประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้
ซึ่งสามารถไปชมได้ที่วัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
เป็นยังไงกันบ้างล่ะคะสำหรับนิทานพื้นบ้านภาคใต้...เชื่อว่านอกจากผู้อ่านจะได้รับความสนุกแล้ว
ยังได้รับแง่คิดดี ๆ อีกด้วย นับได้ว่ามีประโยชน์มาก ๆ จริงไหมคะเพื่อน ๆ :)